หลายคนอาจตอบว่าทำงานเพื่อเงินเพราะเงินบันดาลได้แทบทุกสิ่งที่ชีวิตต้องการ บางคนทำงานก็หวังเพียงเพื่อให้ได้ปัจจัยสี่
ที่จะช่วยให้ชีวิตอยู่รอด แต่มีอีกไม่น้อยที่หวังความร่ำรวยและอำนาจจากงานที่ทำ แต่สิ่งที่ทำของการทำงานซึ่งคนมักจะมอง
ข้ามไปก็คืองานสร้างคุณค่าให้กับชีวิต
      คนเราจะรู้สึกว่าตนเองมีค่าต่อเมื่อรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ อย่างน้อยต่อใครสักคนและคน ๆ นั้นยอมรับเราได้เพียงเท่านี้
ความภาคภูมิใจของชีวิตก็เกิดขึ้นแล้ว แต่หากใครมองไม่เห็นว่า ทำงานเพื่อใครก็ทำเพื่อตัวเองสิ การมีเงินใช้จ่าย มีบ้านอยู่อาศัย
นั้นเป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ แต่สิ่งที่ได้มากกว่าสคือคุณค่าของชีวิต จากความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องทำเพื่อใคร
ก็ภูมิใจได้นะ
   งานคือยาขนานเอกของชีวิตที่เราจะขาดเสียไม่ได้ สรรพคุณเหลือหลายของงานพอสรุปย่อ ๆ ได้ดังนี้
   ประการแรก การมีงานทำ สุขภาพกายและสุขภาพจิตจะดีเพราะขณะทำงานกลไกในร่างกายจะทำงานไปด้วยความราบรื่น
แต่เมื่อตกงานชิวิตจะว่างเปล่า คิดมาก ฟุ้งซ่าน และวิตกกังวล
   ประการที่สอง การมีงานทำเท่ากับการได้ลับสมอง เพราะไม่มีงานใดทำโดยไม่ต้องคิด การทำงานจึงช่วยให้คนฉลาด สมองไม่ฝ่อ
   ประการที่สาม การทำงานทำให้ได้พบปะผู้คน เรียนรู้การทำงานร่วมกัน รู้จักแก้ปัญหา และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
   ประการที่สี่ เพิ่มคุณค่าของคนตามลักษณะงานที่ได้รับ โดยเฉพาะงาที่ท้าทายความสามารถ จะเพิ่มรสชาติ ของชีวิตไม่ให้เกิดความ
จำเจเบื่อหน่าย หรือเรียกย่อ ๆ ว่าเซ็ง แต่ที่สำคัญคนเราต้องทำงานตามที่ตนเองถนัดและเราชอบหรือรัก งานนั้นจึงจะทำให้เรามีความสุข
และสนุกกับงานที่เราทำ สิ่งที่ตามมาคือผลงานที่ก้าวหน้าและความมั่นคงในชีวิต
" ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานมิใช่อยู่ที่ว่าเป็นคนของใคร"
   ผลงานจะดีได้ต้องรู้จริงในสิ่งที่ทำ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งใหม่ ให้ทันโลกและเหนือกว่าคู่แข่งขัน มีความรอบคอบ
เพื่อป้องกันการสูญเสียแต่ต้องรวดเร็วทันการณ์ทันโอกาสเพราะมนุษย์มีอายุไม่เกิน 30,000 วัน ขืนชักช้าจะแก่เกินแกง แรงหมด
และผลงานก็หมดไปด้วยเพื่อให้จำง่ายขึ้น ขอเสนอบทกลอนไว้สอนใจดังนี้
" ต้องรอบรู้ปัญหาสารพัด ต้องรวดเร็วเร่งรัดงานทั้งหลายต้องริเริ่ฝทุกสิ่งให้แยคาย ทุ่มใจกายสุดชีวิตพิชิตงาน"

สรรสร้างคน

  แนวคิดและหลักปฏิบัติของชาวอโศก เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ น่าศึกษา เพาะเป็นแนวคิดแนวปฏิบัติที่ได้ทดลองดำเนินการมาเป็นระยะเวลา
หลายปี และทำสัมฤทธิผลในระดับหนึ่ง ท่านผู้รู้ทั้งหลายลองศึกษาดู

หลักการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

1. สัมมาทิฏฐิ
2. เลิกผลาญ
3. ประหยัด
4. ขยัยสร้างสรร
5. พึ่งตนเองได้ แล้วเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น
6. มักน้อย (ทำให่มาก แต่ตนเองเอาไว้น้อย หรือไม่เอาเลย)
7. สันโดษ (รู้จักความพอสำหรับตนเอง)
8. เสียสละเพื่อผู้อื่น ด้วยความพยายาม เพราะรู้แจ้งว่าเห็คุฯค่าของชีวิตผู้ให้และผู้รับ
9. อดทนขนขวาย
10. เสียสละทำประโยน์ คุณค่าแก่ส่วนรวมให้ยิ่งๆ ขึ้น กระทั่งบรรลุวิมุติ

การมีสุขภาพดีด้วย 5 อ.

1. อาหาร
2. อากาศ
3. ออกกำลังกาย
4. อุจจาระ
5. อารมณ์

การให้ทานที่จะได้บุญมาก

1. ให้ในสิ่งที่ขาดแคลน
2. จำเป็น
3. ต้องการ
4. เป็นประโยชน์
5. เป็นคุณค่า

ธรรมคุ้มผู้ประพฤติธรรม

    ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม นั้นนับว่าเป็นสัจจธรรมที่เป็นที่ยอมรับของทุกผู้คน คนเราทุกวันนี้ห่างไหลจากธรรมะไป
เป็นเวลานาน สมควรแล้วที่ผู้สนใจใฝ่ธรรมะทั้งหลายจะได้หันกลับมาดูตัวของตัวเองข่มจิตปฏิบัติดั่งคำครูสอน ธรรมะย่อมคุ้มครอง
ผู้ประพฤติธรรม ดังพระราชนิพนธ์ล้นเกล้า รัชกาลที่ 6 ที่ว่า

อันผู้ใดใฝ่ธรรมเป็นเนืองนิจ
ปฏิบัติพร้อมพรั่งดั่งครูสอน
ปราชญ์สรรเสริญว่า ธรรมนั้นล้ำเลิศ
ธรรมคุ้มผู้ประพฤติธรรมไซร้

และรู้จักข่มจิตไม่ย่อยหย่อน
คงไม่ต้องอนาทรและร้อนใจ
สุดประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งน้อยใหญ่
คงต้องได้ผลงามตามตำรา
   การกุศลเร่งสร้าง
เหมือนเก็บทรัพย์ให้ตู
กุศละกรรมชู
กอบกิจกุศลไซร้
   รวมสารประเสริฐไว้
สอนจิตประชาราษฎร์
ให้กอบกิจที่ปราศ
ปวงกิจที่ผิดแล้ว

อย่ารู้โรยเลย
ช่างใช้
เปิดสุข สวัสดิ์นา
สุขซ้อนเสริมนา
อนุศาสน์
ผ่องแผ้ว
จากโทษ
ละเว้นคนดี
พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ที่มา : นายจารุพงศ์ พลเดช